วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เมืองนิเซโกะ Niseko เมืองแห่งการเล่นสกี ทัวร์ญี่ปุ่น


เมืองนิเซโกะ
 
ภูเขานิเซโกะ
Niseko Annupuri Mountain

          

เมืองนิเซโกะเป็นสถานที่เล่นสกีที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่น

เป็นที่รู้จักดีว่าเป็นที่ ๆ มีหิมะขาวสวย ภูมิทัศน์ที่สวยงาม และมีชาวต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวออสเตรเลีย ในปีที่ผ่านมาได้รับความสนใจมากในการเล่นสกีบริเวณรีสอร์ท จึงทำให้นิเซะโกะเป็นที่เข้าถึงได้ง่ายและต้อนรับนักท่องเที่ยวมากมาย จึงทำให้ที่แห่งนี้ดูวุ่นวาย อย่างยิ่งกับความหลายหลากของธรรมชาติ ลานสกียาว เศษของหิมะ และกิจกรรมหลังการเล่นสกีที่เกิดขึ้นมาใหม่อีกมากมาย

          Niseko is the most famous ski resort in Japan, known for having tons of light powder snow, spectacular backcountry and a large number of foreigners – especially Australians – who in recent years have been responsible for popularizing the resort area with the skiing/snowboarding community outside of Japan. As a result, Niseko’s resorts are very accessible and welcoming to foreign visitors, which they keep busy with plenty of vast, long ski runs, endless powder, and a growing number of after-ski activities.
วิวภูเขาโยเตอิ หากมองจากลานสกีของแกรนด์ฮิราฟุ
Mount Yotei, seen from the slopes of Grand Hirafu

          In addition to kilometers of ski trails, many of Niseko’s resorts offer winter adventure seekers the option to explore off trail skiing, a relatively uncommon attraction at most other ski resorts in Japan. The backcountry can be accessed through special gates around the resorts or experienced on guided tours and helicopter tours. The latter is also possible on nearby Mount Yotei, a nearly perfect volcanic cone, which can be seen from Niseko.

          นอกจากลานสกียาวนับกิโล มีรีสอร์ทของเมืองมากมาย ที่รอนำเสนอกิจกรรมในฤดูหนาว หรือเลือกที่จะออกสำรวจเส้นทางสกี และสถานที่อีกมากมาย กิจกรรมแปลก ๆ ของรีสอร์ทสกีอื่น ๆ เพราะว่าอยู่ในเขตนอกเมืองนั้นสามารถไปได้หลายทางไม่ว่าจะเป็น ไปพร้อมมัคคุเทศก์ หรือแม้กระทั่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ที่ด้านหลังของที่เล่นสกีนั้น อยู่ใกล้กับโคนภูเขาไฟ จึงทำให้สามารถมองเห็นได้จากเมืองนิเซโกะ
แผนที่ของเมืองนิเซะโกะ
Map of Niseko

          Niseko’s ski resorts are all located on Mount Niseko-Annupuri. Three major resorts, Grand Hirafu, Niseko Village and Annupuri, cover most of the southeastern half of the mountain while a few smaller resorts dot their perimeter. The big three are joined together with each other at the top of the mountain, and it is possible to ski between them, while shuttle buses connect them at their bases. A special combination ticket, the Niseko All Mountain Pass, gives access to all three resorts for 5600 yen per day.

          สกีรีสอร์ทเมืองนิเซโกะนั้นตั้งอยู่บนภูเขานิเซะโกะอันนูพูริ มีรีสอร์ทหลักอยู่สามรีสอร์ทด้วยกัน นั่นก็คือ “Grand Hirafu”, “Niseko Village” และ “Annipuri” ซึ่งทั้งสามที่นั้นครอบคลุมพื้นที่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่มีบางรีสอร์ทเล็ก ๆ จะอยู่ตาบขอบด้านนอกของสามรีสอร์ทนี้ ทั้งสามรีสอร์ทนั้นได้ร่วมมือกันกับรีสอร์ทอื่น ๆ บนยอดเขา และคุณก็สามารถเล่นสกีได้ทั้งสามรีสอร์ท ในขณะที่รักบัสนั้นจะส่งที่ตีนเขา แต่ก็จะมีบัตรสำหรับค่าเดินทางไปยังสามรีสอร์ท ในราคาเพียง 5,600 เยน 
กระเช้าสายเคเบิ้ลของนิเซะโกะ
Sky Cable

          Grand Hirafu is the largest of the resorts with over a dozen lifts and a secondary base at Hanazono on the east side of the mountain. Grand Hirafu is the only of the three resorts that has a sizable town area around its main base, Hirafu Town, which is packed with a variety of hotels, pensions, and holiday homes. The town also offers an interesting range of restaurants and bars with an active nightlife.

          Grand Hirafu” เป็นรีสอร์ทที่ใหญ่ที่สุดของทั้งสามรีสอร์ท ที่นี่มีลิฟท์มากกว่า12 ตัว และมีเครื่ออยู่ที่ฮานาโซะโนะ ทางตะวักออกของภูเขาอีกด้วย “Grand Hirafu” เป็นเพียงที่เดียวในสามรีสอร์ทที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ และพื้นที่หลักอยู่บริเวณรอบ ๆ เมืองฮิราฟุ ซึ่งเต็มไปด้วยโรงแรมมากมาย บ้านพัก และบ้านพักในช่วงวันหยุด เมืองยังเป็นศูนย์รวมร้านอาหารชื่อดัง และสถานบันเทิงอีกด้วย
เมืองฮิราฟุยามค่ำคืน
Hirafu by night

          Hirafu Town is very foreigner friendly, and an evening stroll about the area will take you past plenty of lively restaurants with the sounds of English voices wafting out. It is almost like visiting a foreign country within Japan, as many of the eateries offer English menus by default and local convenience stores sell a wider range of imported foods than elsewhere around the country.

          เมืองฮิราฟุนั้นเป็นมิตรกับชาวต่างชาติมาก ๆ และหากคุณออกมาเดินเล่นในช่วงเย็น ๆ คุณจะได้พบกับร้านอาหารมากมายที่เสียงภาษาอังกฤษเล็ดลอดออกมาจากด้วย มันจึงเหมือนคุณอยู่ต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่คุณอยู่ในญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีร้านอาหารที่มีเมนูภาษาอังกฤษ โดยที่ร้านขายของทั้งของท้องถิ่นและปัจจุบันมีอาหารที่นำเข้ามากกว่าที่อื่นทั่วประเทศ

          A 15 minute bus ride to the east of Hirafu is the town center of Kutchan with Kutchan Station. The biggest city in the area, Kutchan has more shopping and dining options, but is not as convenient a base for skiers as Hirafu.

          นั่งรถประจำทางไปเพียง 15 นาทีทางตะวันออกของเมืองฮิราฟุ จะเป็นศูนย์กลางของเมืองคัชจัง และสถานีคัชจัง เมืองที่ใหญ่ที่สุดของคัชจังนั้นจะเป็นแหล่งซื้อขาย และร้านอาหาร แต่ที่นี่ก็ไม่เหมาะนักที่จะเป็นฐานในการเล่นสกีเหมือนที่เมืองฮิราฟุุ
สถานีคัชจัง
Kutchan Train Station in Winter

          The next largest resort on the mountain is Niseko Village (formerly known as Higashiyama). Located west of Grand Hirafu, Niseko Village has two large hotels at its base, including the upscale Hilton Niseko Village, which provide a variety of restaurants and bars in addition to after-ski activities such as a hot spring. Presently there are few dining options outside of the hotels, but future plans call for the development of an entire new resort town.

          ไปต่อกันที่รีสอร์ทที่มีขนาดใหญ่อีกรีสอร์ท นั่นก็คือ “Niseko Village” (หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ฮิกาชิยาม่า”) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของ “Grand Hirafu” รีสอร์ท “Niseko Village”นั้นมีโรงแรมขนาดใหญ่อยู่ 2 ตึก รวมทั้ง “Hilton Niseko Village”สุดหรู ซึ่งจะทำให้ที่นี่มีร้านอาหารหลากหลาย และบาร์เพิ่มขึ้นมา นอกเหนือจากแช่บ่อน้ำพุร้อน ในปัจจุบันนั้นมีร้านอาหารด้านนอกโรงแรมให้เลือกไม่มากนัก แต่แผนในอนาคตนั้นจะพัฒนาให้เป็นเมืองตากอากาศแห่งใหม่ 

          Further west lies Annupuri resort. Its ski trails are not quite as steep or as wide as those of the other two resorts, but they also tend to be somewhat less crowded. At Annupuri’s base stands a resort hotel and a small collection of pensions and holiday homes. Nearby dining and nightlife options are scarce.

          รีสอร์ท “Annupuri” ตั้งอยู่ทางตะวันตก ซึ่งเป็นลานสกีที่ไม่สูงชันมาก และกว้างที่สุดของรีสอร์ททั้งสามแห่ง แต่มันก็เป็นสถานที่ค่อนข้างแออัดด้วย ที่ฐานของรีสอร์ทนั้นจะมีหมู่บ้าน และที่อยู่อาศัยในช่วงวันหยุด แต่ร้านอาหาร และสถานบันเทิงนั้นจะหายากนิดหน่อย 
แผนที่ของอันนุพูริ
Annupuri – Moiwa – Konbu Onsen

          Moiwa is a small, fourth ski resort that lies just west of Annupuri. Moiwa is not covered by the Niseko All Mountain Pass, nor is it possible to ski from Moiwa to the other resorts. As such it tends to be less crowded and is popular among those who prefer a smaller sized resort and among beginners. A few hotels and pensions are spread near Moiwa’s base, but they do not create much of a town feeling.

          สกีรีสอร์ทโมอิวะเป็นรีสอร์ทเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของ “Annupuri” สกีรีสอร์ทโมอิวะนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองจากรีสอร์ท “Niseko Village” ผ่านภูเขาทั้งหมด ซึ่งทำให้ถ้าเล่นสกีที่โมอิวะ จะไม่สามารถเล่นสกีร่วมกับของที่อื่นได้เลย จึงเป็นเหตุให้สถานที่นี้ไม่แออัด และเป็นที่นิยมในหมู่ของนักเล่นสกีหน้าใหม่ ยังมีห้องพักกระจายไปตามฐานของโมอิวะอีกนิดหน่อย แต่ก็สร้างโดยไม่ได้สนใจตัวเมืองสักเท่าไหร่


          About a 15-25 minute bus ride from Niseko’s western resorts lies the town center of Niseko with Niseko Station. The small town does not offer many dining or nightlife options, nor is it a convenient base for skiers.

          นั่งรถประจำทางเพียง 15 – 25 นาทีจากทางตะวันตกของเมืองนิเซะโกะ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนิเซะโกะ และมีสถานีนิเซะโกะ เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีร้านอาหารหรือสถานบังเทิงมากมาย และมันไม่ค่อยสะดวกนักสำหรับนักสกี
ป้ายของรีสอร์ทโมอิวะ
Niseko Moiwa Sign

ใบไม้เปลี่ยนสีที่ นารา Autumn Color in Nara ทัวร์ญี่ปุ่น


ฤดูใบไม้ร่วงที่เมืองนารา 
 
สวนสาธารณะนาราอินซุยเอน
Nara’s Isuien Garden

          

ในภูมิภาคคันไซ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนั้นจะเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนกันเป็นจำนวนมาก

ในฤดูใบไม่ร่วง ช่วงใบไม้กำลังเปลี่ยนสี ในวันนี้จึงอยากพาไปชมเมืองหลวงเก่าอย่างเมืองนารากัน เส้นทางที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้จนดูมืด และสวนที่แสนเงียบสงบ จึงทำให้บรรยากาศของเมืองนารานั้นไม่แออัดจนเกินไป

          The Kansai Region, this the last of November is still riding the peak of its autumn leaves season, and to continue our colors coverage, I headed to the ancient capital of Nara today. The dark tree-covered park paths and quiet gardens that give the city so much of its character were atmospheric and not too crowded.
ไดบุซึเด็นของวัดโทไดจิ จากด่านฟ้าอาคารการปกครองของเมืองนารา
The Daibutsuden of Todaiji Temple from the Nara Prefectural Government Building’s rooftop observation deck

สีใบเมเปิ้ลญี่ปุ่น สีแดงราวกับไฟที่กำลังไหม้
A grove of flaming red momiji (Japanese maple) in Nara Park

A patch of autumn color in Nara Park
A patch of autumn color in Nara Park

ทางไปศาลเจ้าคาซูกะ ไทชะ
The approach to Kasuga Taisha Shrine

ป้ายบอกทางสำหรับบ้านน้ำชาใกล้ศาลเจ้า
Signs for a teahouse near Kasuga Taisha

โคมไฟหินและต้นโมมิจิระหว่างทางไปศาลเจ้า
Stone lanterns and momiji along the path to Kasuga Taisha

เจ้ากวางตัวนี้เหมือนมันเพิ่งจะกินหนอนไป
This deer looked like he ate a caterpillar

คู่รักที่เลือกสถานที่นี้ในการถ่ายรูปแห่งความทรงจำ
A couple taking their wedding photos in Nara Park

การแต่งงาน กวาง และสีของใบไม้ที่กำลังเปลี่ยน
Weddings, deer and autumn colors

สีของต้นโมเมจิรอบ ๆ สวนนารา
All the momiji scattered around Nara Park was at its peak color

คลองในสวนสาธารณะ
A momiji-lined canal in the park

ร้านโซบะใกล้ ๆ กับวัดโทไดจิ
A soba restaurant near Todaiji Temple

          After exploring around Nara Park. Isuien Garden, located just a few minutes’ walk from the central, massive Nandaimon Gate of Todaiji Temple. The centuries-old garden, which is split into two sub-gardens both centered around pond.

          หลังจากที่ได้สำรวจรอบ ๆ สวนสาธารณะนารานั้นห่างอยู่เพียงไม่กี่นาทีจากประตูนันไดมนของวัดโทไดจิ สวนในรูปแบบดั้งเดิมนั้น ได้ถูกแบ่งเป็นสองส่วนย่อย ๆ อีกทั้งสวนตรงกลางนั้นยังถูกล้อมรอบด้วยคลอง และถูกตรงแต่งประดับประดาไปด้วยสีสันของต้นไม้ และพุ่มไม้อีกด้วย 
ด้านหน้าของสวนอิซุยเอน
The front garden of Isuien

ด้านหลังของสวนอิซุยเอน
The rear garden of Isuien

ยืมวัดโทไดจิและภูเขาวะคาคุศายาม่า มาเป็นฉากหลัง
The “borrowed scenery” of Todaiji’s Nandaimon Gate and Mount Wakakusayama rising above the garden

เส้นทางที่คดเคี้ยวของสวนอิซุยเอน
The winding paths of Isuien

แนวหินที่อยู่ระหว่างสวน
A stone path between the upper and lower gardens

กำแพงหินที่มาแบ่งระหว่างสวนอิซุยเอนกับโยชิเกียน
The stone wall separating Isuien from the adjactent Yoshikien

           Literally just next door to Isuien (the two places share a wall and look onto each other in certain spots) is another of Nara’s most impressive fall color spots, Yoshikien Garden. The perhaps a bit less refined than Isuien, Yoshikien is packed with momiji trees, and today the garden was on fire with color. The three distinct sub-gardens, each one with their own unique character, all have good color, but the moss garden was particularly pretty, with a blanket of momiji leaves covering the moss carpets on the ground.

          เพียงแค่ประตูถัดไปสู่สวนอิซุยเอนและโยชิเกียน ทั้งสองที่บางครั้งใช้ประตูด้วยกัน และยังเป็นอีกจุดหนึ่งที่เราจะได้เห็นความสวยงามของใบไม้ร่วงอีกด้วย บางวันเส้นทางที่คดเคี้ยวของสวนอิซุยเอนกับโยชิกียนนั้นก็ถูกใบของต้นโมเมจินั้นปกคลุม ดังเสมือนสวนกำลังลุกเป็นไฟ ซึ่งสวนย่อย ๆ อีก 3 สวนนั้นจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละสวน ซึ่งมีสีสันสวยงามกันอยู่แล้ว แต่สวนมอสนั้นจะดูสดใส ดูสบายตา โดยเฉพาะเมื่อต้นโมเมจิปกคลุมสวนมอสไว้ ดั่งกับเป็นพรม
บ่อน้ำของสวนโยชิเกียนฃ
The pond garden of Yoshikien

สวนมอสบางส่วนของสวนโยชิเกียน
The path to Yoshikien’s moss garden

ใบไม้โมเมจิบนต้นมอส
Momiji amongst the moss

สีเหลืองและสีเทา
Yellow and grey

สวนมอสใต้ใบไม้หลากสี
The moss garden under a blanket of leaves

และปิดด้วยกวางตัวสุดท้ายของวันนี้
And one last Nara deer



แนะนำประเทศญี่ปุ่น ข้อมูลประเทศญี่ปุ่น

ความเป็นมาของญี่ปุ่น


ประเทศญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น

ธงชาติญี่ปุ่น

      (ญี่ปุ่น: นิฮง/นิปปง ) มีชื่อทางการคือประเทศญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: นิฮงโกะกุ/นิปปงโกะกุ )ทัวร์ญี่ปุ่น เป็นประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้น ส่วนทางทิศเหนือ ติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอค็อตสก์ เป็นเส้นแบ่งแดน ตัวอักษรคันจิของชื่อญี่ปุ่นแปลว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ จึงทำให้บางครั้งถูกเรียกว่าดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย

      ประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นหมู่เกาะซึ่งมีจำนวนมากกว่า 3,000 เกาะวางตัวอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกของทวีปเอเชีย เกาะที่สำคัญเรียงจากเหนือไปใต้ได้แก่ฮกไกโด ฮนชู ชิโกกุ และคีวชู นอกจากนี้ยังมีหมู่เกาะริวกิวทางตอนใต้ของเกาะคีวชู ซึ่งเกาะทั้งหมดนี้เรียกรวมกันว่าหมู่เกาะญี่ปุ่น ญี่ปุ่นถูกล้อมรอบด้วยทะเลทุกด้าน ได้แก่ทะเลโอค็อตสค์ทางเหนือ ทะเลญี่ปุ่นทางตะวันตก ทะเลจีนตะวันออกทางตะวันตกเฉียงใต้ ทะเลฟิลิปปินส์ทางใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออก พื้นที่ประมาณร้อยละ 70 เป็นภูเขา ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือทำการเพาะปลูกได้ เพราะมีลักษณะสูงชันและมีโอกาสที่จะเกิดดินถล่มจากแผ่นดินไหวหรือฝนที่ตกหนัก ประชากรญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งอย่างหนาแน่น และทำให้เมืองสำคัญในญี่ปุ่นมีประชากรหนาแน่นมาก ใน พ.ศ. 2548 ญี่ปุ่นมีป่าไม้ร้อยละ 66.4 พื้นที่ทางการเกษตรร้อยละ 12.6 อาคารร้อยละ 4.9 พื้นน้ำร้อยละ 3.5 ถนนร้อยละ 3.5 และอื่น ๆ ร้อยละ 9
แผนที่ประเทศญี่ปุ่น

      ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ในวงแหวนแห่งไฟ บริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก 3 แผ่น ทำให้เกิดแผ่นดินไหวความรุนแรงต่ำบ่อย ๆและยังมีแผ่นดินไหวความรุนแรงสูงที่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหลายครั้งในศตวรรษที่ผ่านมาเช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ฮันชิน-อะวะจิ ใน พ.ศ. 2537 และแผ่นดินไหวชูเอะสึจังหวัดนีงาตะ ใน พ.ศ. 2547 เป็นต้น นอกจากนี้ การที่ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในบริเวณวงแหวนแห่งไฟ ยังทำให้ญี่ปุ่นมีบ่อน้ำพุร้อนจำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกพัฒนาให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวภูเขาฟูจิซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นก็เป็นภูเขาไฟ
หมู่เกาะญี่ปุ่นวางตัวยาวในแนวเหนือใต้ จึงทำให้มีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกันมาก
ประเทศญี่ปุ่นสามารถแบ่งเขตภูมิอากาศออกเป็น 6 เขต คือ
ทัวร์ญี่ปุ่น ฮกไกโด: พื้นที่ตอนเหนือสุดของประเทศมีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี แม้จะมีหยาดน้ำฟ้าไม่มาก แต่ในฤดูหนาวก็มีหิมะปกคลุมทั่วทั้งเกาะ
ทะเลญี่ปุ่น: ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของเกาะฮนชู ลมตะวันตกเฉียงเหนือที่พัดผ่านในช่วงฤดูหนาวทำให้มีหิมะตกมาก ในช่วงฤดูร้อนอากาศมักจะเย็นกว่าฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก แม้ว่าบางครั้งจะเกิดปรากฏการณ์เฟห์นที่ทำให้อากาศร้อนมากผิดปกติ
ที่สูงตอนกลาง: อุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนและฤดูหนาวและระหว่างกลางวันและกลางคืนมีความแตกต่างมาก
ทะเลเซะโตะ: ภูเขาบริเวณจูโงะกุและชิโกะกุช่วยป้องกันบริเวณทะเลเซะโตะจากลมฤดูต่าง ๆ ทำให้บริเวณนี้มีอากาศอบอุ่นและมีฝนตกน้อยตลอดทั้งปี
ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก: ตั้งอยู่ชายฝั่งมหาสมุทรทางตะวันออกของประเทศ ในฤดูหนาวมีอากาศที่หนาวเย็นแต่ไม่ค่อยมีหิมะตก ในฤดูร้อนมีอากาศร้อนและชื้นเพราะลมตะวันออกเฉียงใต้
หมู่เกาะตะวันตกเฉียงใต้: หมู่เกาะริวกิวมีอุณหภูมิกึ่งเขตร้อน คืออากาศอุ่นในฤดูหนาวและร้อนในฤดูร้อน มีฝนตกมากและมีไต้ฝุ่นผ่านมาในช่วงเปลี่ยนฤดู
ฤดูฝนหลักเริ่มต้นขึ้นในต้นเดือนพฤษภาคมที่โอะกินะวะ และจึงค่อย ๆไต่ขึ้นไปจนถึงฮกไกโดในปลายเดือนกรกฎาคม บนเกาะฮนชูฤดูฝนจะเริ่มในกลางเดือนของเดือนมิถุนายน มีระยะเวลาประมาณเดือนครึ่ง และในช่วงปลายฤดูร้อนจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงมักมีไต้ฝุ่นพัดผ่าน โดยเฉลี่ยจะมีไต้ฝุ่นพัดเข้าใกล้ญี่ปุ่นปีละ 11 ลูก

      ประเทศญี่ปุ่นมีรูปแบบรัฐเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และมีรูปแบบการปกครองเป็นประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา องค์จักรพรรดิไม่ทรงปกครองประเทศ พระองค์มีพระราชอำนาจเท่าที่รัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นให้ไว้ องค์จักรพรรดิมิได้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ แต่ในฐานะที่ทรงเป็นผู้นำในทางพิธีการ รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติว่า ทรงเป็น “สัญลักษณ์แห่งประเทศและแห่งความสามัคคีของชนในรัฐ” สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ปัจจุบัน คือ จักรพรรดิอะกิฮิโตะ ส่วนรัชทายาทคือเจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฎราชกุมาร อำนาจการปกครองส่วนใหญ่นั้นตกอยู่แก่นายกรัฐมนตรี และสมาชิกคนอื่น ๆ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส่วนอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของปวงชนชาวญี่ปุ่น

รัฐสภาญี่ปุ่น รัฐสภาญี่ปุ่น


      องค์กรนิติบัญญัติของญี่ปุ่น คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (国会 Kokkai ?) ซึ่งใช้ระบบระบบสองสภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (衆議院 Shugi-in ?) เป็นสภาล่าง มีสมาชิกสี่ร้อยแปดสิบคนซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งสี่ปี และมนตรีสภา (参議院 Sangi-in ?) เป็นสภาสูง มีสมาชิกสองร้อยสี่สิบสองคนซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งหกปี โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกมนตรีสภาจำนวนครึ่งหนึ่งสลับกันไปทุกสามปี สมาชิกของสภาทั้งสองมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์เป็นต้นไป พรรคเสรีประชาธิปไตยเป็นพรรครัฐบาลมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อตั้งพรรคใน พ.ศ. 2498 จนในปี พ.ศ. 2552 พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นชนะการเลือกตั้ง จึงทำให้พรรคเสรีประชาธิปไตยเสียตำแหน่งพรรครัฐบาลซึ่งครองมายาวนานกว่า 54 ปี สำหรับอำนาจบริหารนั้น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเลือกสมาชิกด้วยกันมาหนึ่งคนให้เป็น นายกรัฐมนตรี แล้วองค์จักรพรรดิจึงทรงลงพระนามาภิไธยรับรองการแต่งตั้งนั้น ส่วนนายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง
      ทัวร์ญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือนายโยะชิฮิโกะ โนะดะ ระบบกฎหมายของญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางประวัติศาสตร์จากกฎหมายของจีน และมีพัฒนาการเฉพาะตัวในยุคเอโดะผ่านทางเอกสารต่าง ๆ เช่น ประชุมราชนีติ (公事方御定書 Kujikata Osadamegaki ?) ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษ 2400 เป็นต้นมา ได้มีการวางรากฐานระบบตุลาการในญี่ปุ่นขนานใหญ่โดยใช้ระบบซีวิลลอว์ของยุโรป โดยเฉพาะของฝรั่งเศสและเยอรมนี เป็นต้นแบบ เช่น ใน พ.ศ. 2439 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่ง (民法 Minpō ?) โดยมีประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมันเป็นต้นแบบ และคงมีผลใช้บังคับอยู่นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนปัจจุบัน กฎหมายสูงสุดแห่งรัฐ คือ รัฐธรรมนูญ (憲法 Kenpō ?) ส่วนกฎหมายหลักของญี่ปุ่นเรียกประมวลกฎหมายทั้งหก (六法 Roppō ?) มีสภาพเป็นประมวลกฎหมายที่สำคัญหกฉบับ บรรดากฎหมายแม่บทของญี่ปุ่นมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ตรา องค์จักรพรรดิเป็นผู้ทรงประกาศใช้โดยต้องทรงประทับพระราชลัญจกรในประกาศด้วย ทั้งนี้ โดยนิตินัยแล้ว องค์จักรพรรดิไม่มีพระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย
      ศาลญี่ปุ่นนั้นมีระบบเดียว คือ ศาลยุติธรรม แบ่งเป็นสามชั้นจากต่ำขึ้นไป ดังนี้ ศาลชั้นต้น ประกอบด้วย ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลครอบครัว, ศาลอุทธรณ์ เรียก ศาลสูง, และศาลสูงสุด เรียก ศาลสูงสุด

      หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้รับความบอบช้ำจากสงครามเป็นอย่างมาก แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเพราะปัจจัยหลายอย่างเช่นการแทรกแซงของรัฐบาล แรงงานที่ถูกและมีคุณภาพ อัตราการออมและการลงทุนที่สูง ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2500-2520 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างมาก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงในช่วงพุทธทศวรรษที่ 2500, 2510 และ 2520 เฉลี่ยร้อยละ 10, 5 และ 4 ตามลำดับ โดยได้รับการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ช่วงต้นพุทธทศวรรษที่ 2510 ญี่ปุ่นประสบปัญหาค่าเงินเยนแข็งตัวจนทำให้บริษัทจำนวนมากย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศ หลังจากเกิดฟองสบู่แตกต้นพุทธทศวรรษที่ 2530 เศรษฐกิจก็เริ่มชะลอตัว และส่งผลต่อเนื่องตลอดพุทธทศวรรษที่ 2530 รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีต่าง ๆ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ และยังถูกซ้ำเติมจากผลกระทบของเศรษฐกิจชะลอตัวในปี พ.ศ. 2543 สภาพเศรษฐกิจหลังจากปี พ.ศ. 2548 ดูเหมือนจะฟื้นตัวขึ้นจากตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีที่สูงขึ้น แต่ญี่ปุ่นก็กลับประสบปัญหาอีกครั้งเมื่อเกิดวิกฤติทางการเงินที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก แม้ว่าธุรกิจภาคการเงินของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ เพราะทศวรรษแห่งภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่ทำให้ญี่ปุ่นระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น แต่การที่ญี่ปุ่นพึ่งพาการส่งออกรถยนต์และสินค้าอิเลคโทรนิคมากเกินไปก็ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ และทำให้เกิดปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เงินญี่ปุ่น ตลาดหุ้นญี่ปุ่น


      ญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา เมื่อวัดด้วยจีดีพีก่อนปรับอัตราเงินเฟ้อ (ประมาณ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)และอันดับที่ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน เมื่อวัดด้วยอำนาจการซื้อ ญี่ปุ่นมีกำลังการผลิตที่สูงและเป็นประเทศต้นกำเนิดของผู้ผลิตชั้นนำที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เหล็กกล้า โลหะนอกกลุ่มเหล็ก เรือ สารเคมี จากข้อมูลใน พ.ศ. 2548 แรงงานของประเทศญี่ปุ่นมีจำนวน 66.7 ล้านคน ญี่ปุ่นมีอัตราว่างงานที่ต่ำคือประมาณร้อยละ 4 ค่าจีดีพีต่อชั่วโมงการทำงานอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลกใน พ.ศ. 2548 และเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย บริษัทใหญ่ของญี่ปุ่นหลายแห่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เช่นโตโยต้า โซนี่ เอ็นทีที โดโคโม แคนนอน ฮอนด้า ทาเคดา นินเทนโด นิปปอน สตีล และ เซเว่น อีเลฟเว่น ญี่ปุ่นเป็นต้นกำเนิดของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดหลายแห่ง ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวซึ่งมักจะเป็นที่รู้จักเพราะดัชนีนิเคอิมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกเมื่อวัดด้วยมูลค่าตลาด ญี่ปุ่นมีลักษณะเฉพาะในการทำธุรกิจหลายอย่าง เช่นเคเระสึหรือระบบเครือข่ายบริษัทจะมีอิทธิพลในเชิงธุรกิจ การจ้างงานตลอดชีวิตและการเลื่อนขั้นตามความอาวุโสจะพบเห็นได้ทั่วไป บริษัทที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจจะถือหุ้นของกันและกัน ผู้ถือหุ้นมักจะไม่มีบทบาทกับการบริหารของบริษัท แต่ในปัจจุบันญี่ปุ่นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงออกจากระบบเก่า ๆ เหล่านี้
ใน พ.ศ. 2548 พื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรกรรมมีเพียงร้อยละ 12.6 และมีประชากรที่ประกอบการเกษตรเพียงร้อยละ 6.6เท่านั้น ผลผลิตทางการเกษตรที่ผลิตได้มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ได้แก่ไหม กะหล่ำปลี ข้าว มัน และชา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารถึงร้อยละ 60 จึงเป็นประเทศที่มีอัตราการเลี้ยงตนเองค่อนข้างต่ำ ในระยะหลังกระแสความกังวลเรื่องความปลอดภัยของอาหารทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศเป็นที่ต้องการมากขึ้น

      จากการสำรวจใน พ.ศ. 2548 ญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 127.77 ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาและมีวัฒนธรรมที่เหมือนกัน โดยมีชาวต่างชาติ เช่นชาวเกาหลี จีน บราซิล ฟิลิปปินส์ และชาติอื่น ๆ ประมาณร้อยละ 1.2 ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามเมืองใหญ่ เชื้อชาติส่วนใหญ่คือเชื้อสายชาวยะมะโตะ และมีชนกลุ่มน้อยเช่นชาวไอนุและชาวริวกิว รวมทั้งชนกลุ่มน้อยทางสังคมที่เรียกว่าบุระกุ

ผู้หญิงญี่ปุ่น ประชากรญี่ปุ่น


      ทัวร์ญี่ปุ่น ประชากรญี่ปุ่นมีอายุคาดหมายเฉลี่ยประมาณ 82.07 ปี จึงนับเป็นประเทศที่มีประชากรอายุยืนยาวที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โครงสร้างประชากรของญี่ปุ่นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเด็กที่เกิดมาในยุคเบบี้บูมหลังสงครามโลกเริ่มเข้าสู่วัยชรา ในขณะที่อัตราการเกิดตั้งแต่ พ.ศ. 2532 มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ จึงทำให้จำนวนประชากรค่อย ๆ ลดลง (มีการประมาณว่าจะลดลงต่ำกว่า 100 ล้านคนในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่) ในขณะที่สัดส่วนของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (ในปี พ.ศ. 2550) ประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีมากถึง 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปทำให้เกิดปัญหาสังคมหลายอย่าง เช่นปัญหาแรงงานที่ลดลง และภาระเงินบำนาญของคนหนุ่มสาวเพิ่มมากขึ้น


วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ปราสาทมัตสึโมโต้ ปราสาทอีกา ทัวร์ญี่ปุ่น


ปราสาทมัตสึโมโต้ เป็นปราสาทที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าปราสาทอีกา แต่ด้วยเนื่องจากไฟไหม้ และภัยสงคราม ทำให้ปราสาทจำนวนมากของญี่ปุ่นได้มีการสร้างขึ้นมาใหม่ ปราสาทมัตสึโมโต้นั้นตั้งที่จังหวัดนากาโนะ


ปราสาทมัตสึโมโต้

   


          Among Japan’s famous historical sites, its castles are certainly some of the most unique. Both architecturally and culturally, the castles of Japan are unlike any others you can find throughout the world. Unfortunately, due to fires and wars, many of Japan’s castles have had to be completely reconstructed. Matsumoto Castle in Nagano Prefecture is one of the few remaining originals, and is also one of Japan’s most scenic, making it an easy choice to visit.

          ทัวร์ญี่ปุ่น ในหมู่สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ปราสาทแห่งนี้แน่นอนย่อมเป็นหนึ่งที่ด้านสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง โดยที่ปราสาทแบบนี้คุณจะไม่มีวันได้เจอจากที่ไหนในโลก แต่ด้วยเนื่องจากไฟไหม้ และภัยสงคราม ทำให้ปราสาทจำนวนมากของญี่ปุ่นได้มีการสร้างขึ้นมาใหม่ ปราสาทมัตสึโมโต้นั้นตั้งที่จังหวัดนากาโนะ และเป็นหนึ่งในไม่กี่ปราสาทที่ยังคงรูปแบบเดิม ทัวร์ญีปุ่น อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในปราสาทที่สวยงามของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย การที่จะมาที่นี่นั้นเป็นอะไรที่ง่ายมาก

ทางเข้าปราสาทมัตสึโมโต้

          If you’re not interested in wandering around inside the castle or in the main castle grounds, the area outside of the castle boasts beautiful views and is free to enjoy (the area also boast many Cherry bossoms which bloom in the Spring). If you do want to enter the castle, the cost is 600 yen for an adult. The grounds and the castle itself are well kept though, and with the history involved, it’s definitely worth the money to enter at least once.

          ทัวร์ญีปุ่น ถ้าหากคุณนั้นไม่ได้สนใจที่เข้าไปชมความสวยงามรอบ ๆภายในตัวปราสาท หรือภายในปราสาท บริเวณด้านนอกของปราสาทนั้นก็งดงามไม่แพ้กัน และยังไม่ต้องเสียเงินเข้าไปอีกด้วย (บริเวณภายนอกนั้นเต็มไปด้วยต้นซากุระ และจะบานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ) ถ้าคุณต้องการเข้าปราสาท จะเสียค่าเข้า 600 เยน ราคานี้สำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งภายในปราสาทนั้นถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีมาก และทัวร์ญีปุ่น มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกันอีกมากมาย และคุณจะไม่เสียเงินเปล่าแน่นอนถ้าได้เข้าไปชมสักครั้งนึง
 
มุมสวย ๆ ของปราสาทมัตสึโมโต้

          Matsumoto Castle was originally built in the late 1500s, so there is definitely a lot of history behind it. Because of its age, visitors are required to remove their shoes as they walk through the interior. To many foreigners this is likely an odd experience, but don’t worry: they give you a bag to hold your shoes in, and the floors are well worn from visitors, so they are smooth and comfortable. If you’re traveling as a family and need use of a stroller, it is worth knowing that you’re not allowed to use one in the castle interior.

          ปราสาทมัตสึโมโต้นั้นสร้างขึ้นเมื่อปลายยุค 1500 ซึ่งแน่นอนว่าประวัติของมันนั้นมีมากมาย ตามอายุของปราสาท นักท่องเที่ยวจะต้องถอดรองเท้าเมื่อคุณเข้าไปด้านในตัวปราสาท และถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่คุณไม่ต้องกังวลอะไร เขาจะให้กระเป๋าใส่รองเท้าแก่คุณ ซึ่งมันจะให้ความสะดวกสบายแก่คุณ หากคุณมากันเป็นครอบครัวและคุณจำเป็นต้องใช้รถเข็นสำหรับเด็ก คงไม่ได้ เนื่องจากภายไม่อนุญาตให้ใช้ภายในปราสาท 


          Inside the castle there are many plaques which are written in both Japanese and English, so the ability to read Japanese is not necessary to learn about the castle’s history. There are also a variety of displays inside, with items such as old weaponry and clothing. If the history doesn’t interest you however, there are plenty of beautiful views to enjoy looking out over the castle grounds, Matsumoto City, and out toward the surrounding mountains.

          ทัวร์ญีปุ่น ภายในตัวปราสาทนั้น มีโล่อยู่มากมาย ซึ่งมีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ ดังนั้นจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นหรือเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีการแสดงอีกหลากหลาย เช่น ข้าวของเครื่องใช้ อาวุธเก่าแก่ เสื้อผ้า หากว่าคุณนั้นไม่ได้สนใจในประวิตศาสตร์คุณก็ยังสามารถออกมาชมวิวทิวทัศน์ของภายนอกปราสาทได้ คุณจะเห็นเมืองมัตสึโมโต้ และทิวทัศน์ของภูเขา
ชุดเกราะในสมัยสงคราม

เครื่องใช้โบราณ


ปราสาทมัตสึโมโต้ ช่วงฤดูหนาว

ปราสาทมัตสึโมโต้ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ปราสาทมัตสึโมโต้ ช่วงฤดูใบไม้ร่วง